วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556




ประชาคมอาเซียน 
หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) เป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจุดเริ่มต้นโดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมอาสา (Association of South East Asia) เมื่อเดือน ก.ค.2504 เพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดำเนินการไปได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่างประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย จนเมื่อมีการฟื้นฟูสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสองประเทศ จึงได้มีการแสวงหาหนทางความร่วมมือกันอีกครั้ง
แต่หากท่านหมายถึง “AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” >>ไปที่ thai-aec.com<<
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2510 หลังจากการลงนามในปฎิญญาสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Declaration of ASEAN Concord) หรือเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration)
โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งมี 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ซึ่งผู้แทนทั้ง 5 ประเทศที่ร่วมลงนามในปฏิญญากรุงเทพ ประกอบด้วย
1.นายอาดัม มาลิก รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย
2.ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติมาเลเซีย
3.นายนาซิโซ รามอส รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์
4.นายเอส ราชารัตนัม รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์
5.พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากประเทศไทย
หลังจากจัดตั้ง ประชาคมอวเซียนเมื่อ 8 ส.ค.2510 แล้ว อาเซียนได้เปิดรับสมาชิกใหม่จากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติมเป็นระยะ ตามลำดับได้แก่
-บรูไนดารุสซาลาม เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 8 มกราคม 2527
-สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 28 กรกฏาคม 2538
-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2540
-สหภาพพม่า เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 23 กรกฏาคม 2540
-ราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 30 เมษายน 2542
- See more at: http://xn--42cle0dg2bid7g0axd4b6k.net/#sthash.Sz2riWbl.dpuf



1. คิดถึงภาพความสำเร็จ

          การอ่านหนังสือเป็นแหล่งความรู้และจุดเริ่มต้นของอนาคต หากความรู้ความเข้าใจความฝันที่หวังเอาไว้คงไม่วันเป็นจริงได้ ฉะนั้นเมื่อรู้สึกขี้เกียจคิดถึงภาพอนาคตและความสำเร็จของตัวเองเอาไว้ แล้วจะมีกำลังใจในการอ่านหนังสือมากขึ้น อีกทั้งควรท่องเอาไว้ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นได้ด้วยสมองสองมือของเราเอง ไม่ใช่ได้มาจากความโชคดีแต่อย่างใด

 2. คิดถึงคนรอบข้าง

          ถ้าได้คะแนนหรือเกรดไม่ดี ไม่ใช่แค่ตัวเราที่เสียใจเท่านั้น คนรอบ ๆ ตัวโดยเฉพาะพ่อแม่ก็รู้สึกไม่ต่างกัน และอาจจะเสียใจมากกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นในวันที่ขี้เกียจไม่อยากอ่านหนังสือควรคิดถึงรอยยิ้มและความสุขของพ่อแม่เอาไว้ หากไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียใจเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า

 3. ติวหนังสือกับเพื่อน ๆ
          อ่านหนังสือคนเดียวคงรู้สึกเหงาไม่น้อย อีกทั้งยังอาจเผลอหลับได้ง่าย ๆ ดังนั้นใครที่รู้ว่าตัวเองมีนิสัยแบบนี้ลองชวนเพื่อน ๆ มาติวหนังสือด้วยกันซะเลยดีกว่า เพื่อทำให้บรรยากาศในการอ่านหนังสือน่าสนใจ และทำให้ตัวเองอยากอ่านหนังสือมากขึ้น โดยเฉพาะในเวลาที่เห็นเพื่อน ๆ ก้มหน้าก้มตาอ่านกัน หลังจากที่อ่านเสร็จแล้ว ผลัดกันถามตอบจะช่วยให้จำได้แม่นยำขึ้น

4. ผ่อนคลายก่อนอ่านหนังสือ
          สมองที่เหนื่อยล้าและร่างกายที่อ่อนเพลียมีส่วนทำให้รู้สึกขี้เกียจได้เช่นกัน ฉะนั้นก่อนอ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองด้วยการทำตามใจตัวเองสักวัน อย่างเช่น ออกไปช้อปปิ้ง  เที่ยวกับเพื่อน ทานข้าวกับครอบครัว ซื้อขนมหวานอร่อย ๆ มาทานสักชิ้นสองชิ้น เพื่อให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนจากความตึงเครียดทั้งหลาย และเรียกพลังสำหรับการอ่านหนังสือกลับคืนมา



ประโยชน์ของการสวดมนต์
           ร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับการอาบน้ำชำระล้างเหงื่อไคลออก เป็นประจำฉันใด แม้จิตใจก็มีความจำเป็นต้องชำระให้ผ่องแผ้ว
อย่างน้อยวันละครั้ง ฉันนั้น แต่ความยุ่งยากอย่างยิ่งในการทำความสะอาดใจ คือ เราไม่สามารถจะใช้น้ำหรือสิ่งใดๆ ในโลกมาล้างใจให้
สะอาดได้ยกเว้น พุทธธรรม ที่เกิดขึ้นในใจของผู้นั้นเอง ทั้งนี้เพราะใจเป็นสิ่งที่เห็นได้โดยยากประการหนึ่ง
          ประการที่สอง ใจไม่ค่อยยอมอยู่นิ่งๆ ชอบเที่ยว ชอบคิดตลอดเวลา
          ประการที่สาม ใจมักจะหลงพอใจในอารมณ์ที่น่าชอบใจ จึงมักนำความเดือดเนื้อร้อนใจมาสู่ตัวเองเสมอ
          วิธีสร้างพุทธธรรมให้เกิดขึ้นในดวงใจ มีวิธีง่ายๆ และนิยมกันมากตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา คือการท่องหรือสวดหัวข้อธรรมที่
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งเราเรียกว่า สวดพุทธมนต์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า สวดมนต์ ดังนั้น นับตั้งแต่โบราณกาลชาวไทยจึงนิยมสวดมนต์มีการ
ทำวัตรเช้า – เย็นตลอดมา
          ผลของการสวดมนต์เป็นประจำทุกเช้า – เย็น ทำให้บรรพบุรุษของชาวไทยเป็นผู้มีใจสูง รักใคร่ปรองดองกัน มีเมตตาอารีต่อเพื่อน
บ้าน และรังเกียจการรุกรานหรือความรุนแรงใดๆ อาจมีบ้างบางครั้งที่พลั้งเผลอ ปล่อยให้อารมณ์ฝ่ายต่ำเข้าครอบงำ ทำให้ชาวไทยถึงกับ
แตกสามัคคีและทำร้ายกันเอง แต่เมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์ ก็ราวกับได้ยินเสียงพระพุทธเจ้ามาเตือนให้ได้สติหันหน้ากลับมาปรองดองคืนดี
กันดังเดิม สลัดความขุ่นข้องหมองใจทิ้งไปได้อย่างหน้าอัศจรรย์
          ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในระยะพัฒนา นอกจากจะต้องอาศัยกำลังความคิด สติปัญญา และวิชาการแผนใหม่เข้าช่วยขจัด
อุปสรรคนานาประการแล้ว ยังต้องอาศัยความสามัคคี และความเป็นผู้มีใจสูงของประชาชนทุกๆ ฝ่ายอีกด้วย การพัฒนาประเทศจึงจะสำเร็จ
ลุล่วงด้วยดีได้


 เป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากดอยผาตั้งลงมาทางทิศใต้ 20 กม. มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างถึง 1 ตรกม. โดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว มองเห็นหมู่บ้านลาวที่เรียกว่า เชียงตอง ยามเช้าในฤดูหนาวจะมีทะเลหมอกและอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยวหรือดอกชงโคป่าบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบริเวณภูชี้ฟ้า
การเดินทางจากจังหวัดเชียงรายระยะทางประมาณ 108 กม. โดยใช้เส้นทางเชียงราย-เทิง ระยะทาง 64 กม. และจากเทิง-ปางค่า ระยะทาง 24 กม. จากนั้นเป็นทางลูกรัง ถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 19 กม. หรือใช้เส้นทาง 1021 เทิง-เชียงคำ ระยะทาง 27 กม. ก่อนถึงเชียงคำ 6 กม. มีทางแยกไปวนอุทยานน้ำตกภูซาง (1093) บ้านฮวก อีก 19 กม. แล้วเดินทางต่อไปภูชี้ฟ้าอีก 30 กม. (ควรใช้จี๊ปหรือกะบะ) แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 1 กม.กว่า จึงจะถึงจุดชมวิวทางเดินเท้ามีสภาพสูงชัน นอกจากนี้สถานีขนส่งเชียงรายมีรถโดยสารไปยังภูชี้ฟ้าและดอยผาตั้ง รถออกเวลา 12.30 น. รายละเอียดติดต่อ บ.สหกิจ โทร. (053) 711654
ภูชี้ฟ้าเป็นพื้นที่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 3 มีบ้านพัก 40 หลัง มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีเครื่องนอน ไฟฟ้า และร้านอาหาร นักท่องเที่ยวต้องเตรียมอุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ไปเอง และมีสถานที่ตั้งแค้มป์ด้วย (thai-tour.com แนะนำให้จองที่พักเอกชน บริเวณก่อนทางขึ้นภูชี้ฟ้า แล้วพักหนึ่งคืน, วันรุ่งขึ้นตื่นประมาณตี 4 แล้วจึงขึ้นภูเพื่อจะได้จุดชมวิวดีๆ ก่อนคนอื่น)
 
 


ประโยชน์ของการฟังธรรม

อีเมล
thamma1การฟังธรรมเปรียบเสมือนการสร้างถ้ำให้แก่จิตใจ แต่บางท่านไม่สนใจฟังธรรม ถ้าท่านสร้างถ้ำไว้ในจิตใจอยู่ด้วยความสงบ ฟังไปก็เกิดความรู้ ความดี มีพลังและปัญญา แต่บางคนก็ไม่อยากฟัง มันใกล้ชิดกันเกินไป เหมือนสัปเหร่ออยู่ใกล้ผี ชีอยู่ใกล้พระ ใกล้เกลือกินด่าง
การฟังธรรมนั้นก็ยาก เพราะในทุกวันนี้ไม่ค่อยสนใจฟังธรรมชักเท่าไร  วันพระเราควรควรจะมาพบพระสักวันหนึ่ง เพราะจิตใจท่านจะประเสริฐในการพบพระ ในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน โดยเฉพาะในกรอบของสติสัมปชัญญะ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนคือ สติสัมปชัญญะ บางคนขาดสติมากต้องมาเข้าวัดฟังธรรมเสียบ้าง


อานิสงส์หรือผลดีอันเกิดจากการฟังนั้น มีประโยชน์มากมายหลายสถาน เช่น 
1. ทำให้ได้ฟังเรื่องใหม่ ฟังเรื่องที่ไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ฟังมาก่อน 
2. ได้ใส่ใจในเรื่องเก่า ทบทวนหวนคิดถึงอดีตชีวิตที่ผ่านมา ศรัทธาฟังสนใจฟัง ทบทวน จดหัวข้อ ปฏิบัติทันทีอย่ารอรีแต่ประการใด 
3. บรรเทาความกังขา ปิดประตูความกังวล สงสัยเสียได้ 
4. เป็นสัมมาทิฐิ ไม่เข้าใจสิ่งใดในทางที่ผิด
5. มีสติมั่นคง มีสติดี จริตไม่แปรปรวนทวนกระแส

สิ่งสำคัญที่สุด การฟังต้องมีหลัก 3 ประการคือ 1. ตั้งใจฟัง 2. ตั้งใจทำ 3. นำไปปฏิบัติ ท่านจะได้ประโยชน์โสตถิผลของท่านโดยเฉพาะ แต่บางคนก็ไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจปฏิบัติ จำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ทิ้งไป ถ้าฟังได้ประโยชน์โทษไม่มี ฟังดีย่อมเกิดปัญญา บางคนฟังได้ บางคนก็ฟังเสียเอาดีไม่ได้ แล้วแต่ทัศนคติในการฟังว่าจะเป็นไปในทางใด เช่น
1. ฟังเล่น บางเรื่องไม่จริงจัง สักแต่ว่าฟัง หรือฟังแบบเสียไม่ได้ ก็ฟังส่งเดชไปอย่างนี้ ไม่ได้เรื่องได้ราว
2. ฟังลอง เป็นการฟังเพื่อเปรียบเทียบลองดู ลองความรู้ ลองพื้นความรู้และลองภูมิว่าผู้นี้จะสู้ผู้นั้นได้หรือไม่ หรือใครจะเก่งกว่ากัน 
3. ฟังเอาเรื่อง พระสงฆ์จะได้สาระ หรืออรรถรสแห่งธรรมและข้อปฏิบัตินั้น
4. ฟังหาเรื่อง เป็นการฟังเพื่อจับผิด ฟังด้วยจิตเป็นอกุศล ไม่ได้สนใจในการฟังแต่ประการใด จิตเป็นอกุศลกรรม คนนั้นจะดีไม่ได้แน่นอน
5. ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไปหลับไป หรือคุยกัน ผลสุดท้ายไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้ และไม่รู้จะเอาอะไรเป็นข้อปฏิบัติ




แปรงฟัน ... อย่างมีประสิทธิภาพ
การแปรงฟันอย่างมีประสิทธิภาพ จะประกอบด้วยปัจจัย 5 ข้อ ดังนี้
    ขนแปรง : แปรงสีฟันที่ใช้ควรมีขนแปรงนุ่ม จะช่วยส่งเสริมให้แปรงฟันได้ โดยไม่ต้องออกแรงมาก สามารถป้องกันการสึกกร่อน และอาการเสียวฟัน ที่อาจเกิดต่อเนื่องได้ การแปรงฟันโดยแปรงสีฟันที่อ่อนนุ่ม จะช่วยให้ขนแปรงเข้าไปตามซอกฟัน ซึ่งเป็นที่สะสม ของเศษอาหาร และคราบจุลินทรีย์ได้ อย่างทั่วถึง ทำให้ทำความสะอาดได้ดีกว่า แต่จะต้องปรับอุปนิสัย และความเชื่อที่ว่าแปรงฟันแแรง ๆ จึงจะสะอาด เปลี่ยนเป็น แปรงฟันด้วยขนแปรงนุ่ม จะสะอาดดีกว่า 


    บริเวณที่ควรแปรงฟัน :
 แปรงฟันบริเวณขอบเหงือกเป็นพิเศษ บริเวณขอบเหงือก หรือรอยต่อระหว่างเหงือกและฟัน จะเป็นส่วนที่คราบ จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ และโรคฟันผุ สะสมได้ดีที่สุด ดังนั้น จึงเป็นบริเวณที่จะต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยการทำความสะอาดบริเวณนี้ ของเหงือกอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ การแปรงฟันโดยใช้ขนแปรงที่อ่อนนุ่ม กระทบขอบเหงือกเบา ๆ ยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของเหงือกด้วย ในรายที่เหงือกอักเสบ การแปรงฟันบริเวณขอบเหงือก อาจมีเลือดออกได้ แต่ถ้าอดทนแปรง ต่อไป ในบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง อาการเหงือกอักเสบ และเลือดออกขระแปรงฟัน จะลดน้อยลง และหายไปในที่สุด ภายในเวลาไม่นาน
     ด้านของฟันที่ต้องแปรง : แปรงฟันให้ทั่วทุกซี่ฟัน ทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านนอกของฟัน ได้แก่ ด้านแก้ม คนส่วนใหญ่สามารถแปรงให้สะอาดได้ดี จะมีจุดอ่อนก็ตรงกระพุ้งแก้มด้านลึกสุด มักแปรงเข้าไปไม่ค่อยถึง ก็ทำให้ไม่สะอาดได้ และ ด้านในของฟัน ได้แก่ ด้านเพดานปาก สำหรับฟันบน หรือด้านลิ้น สำหรับฟันล่าง เป็นส่วนที่แปรงฟันไม่ค่อยถึงที่สุด เพราะว่าทุกด้านของฟัน จะเป็นที่สะสมคราบจุลินทรีย์ได้เหมือนๆ กัน จึงสมควรจะได้รับการทำความสะอาดเท่ากัน ทั้งด้านนอก และด้านในของฟันทุกซี่ในปาก การแปรงฟันที่กี จึงต้องแปรงช้าๆ และทั่วถึง
     เวลาที่ใช้ : แปรงฟันให้นาน ครั้งละประมาณ 2 นาที เพราะดดยปกติแล้ว ความยาวของแปรงสีฟัน จะครอบคลุมฟันได้ครั้งละ 2-3 ซี่ ในขณะที่ฟันน้ำนมมี 20 ซี่ และฟันถาวรมี 32 ซี่ ซึ่งได้รับการแปรงฟันทั้งด้านนอก และด้านในทุกซี่อย่างทั่วถึง จะใช้เวลาประมาณ 2 นาที่ขึ้นไป ดังนั้น การแปรงฟันอย่างรีบร้อน จะแปรงได้ม่ทั่วถึง และไม่สะอาดเพียงพอ
      ยาสีฟัน : แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟันที่ดี จะต้องมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ในการป้องกันโรคฟันผุ และการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ควรจะต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อต้านโรคฟันผุ ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ในเวลาประมาณ 2 นาที่ดังกล่าว จะเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับ การเกิดปฏิกิริยา ป้องกันฟันผุของฟลุออไรด์ด้วย 
 
 การแปรงฟันที่ถูกวิธีการแปรงฟันที่ถูกวิธี   หมายถึง แปรงฟันทั่วทุกซี่ และทุกด้าน เน้นบริเวณที่เสี่ยงต่อการ เกิดโรคสูง ได้แก่ ฟันกราม และฟันด้านลิ้น ใช้แปรงขนอ่อน แปรงด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ และใช้เวลาอย่างน้อย 2 นาที
1. ฝ่ามือถูกัน

2. ฝ่ามือถูหลังมือและซอกนิ้วมือ

3. ฝ่ามือถูกฝ่ามือและซอกนิ้วมือ

4. หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ

5. ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ

6. ปลายนิ้วถูฝ่ามือ


7. ถูรอบข้อมือ
ควรล้างมือเมื่อไหร่
1.หลังการไอหรือจาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งมือเมื่อไหร่ของผู้ป่วย
2.ก่อนและหลังรับประทานอาหาร
3.ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร
4.ก่อนและหลังการเข้าห้องนํ้า
5.ก่อนและหลังการสูบบุหรี่
6.ก่อนและหลังการทำงาน
7.เมื่อกลับจากทำงาน
ความสำคัญของการล้างมือ
มือเป็นสิ่งที่เราใช้ตลอดเวลาและโรคหลายโรคก็ติดต่อทางมือโดยมือเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การล้างมือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อทั้งทางเดินหายใจและการสัมผัส



ชุดขาวไปวัด
    ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่สมัยโบราณ  
และการแต่งกายมาวัดถือเป็นเรื่องที่คนไทยพิถีพิถันกันมาก
 เนื่องจาดวัดเป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์และผู้ทรงศีล การแต่งกายแบบสบายๆ
โดยเฉพาะเหล่าสตรีเพศจึงเป็นเรื่องที
          ต้องคำนึงไว้จงหนัก ยิ่งเป็นการแต่งตัวตามสบายแบบเปิดเผยร่างกายในหลายส่วนนั้น
ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมกาละและเทศะ
  เช่นเสื้อคอกลมผ้าบางๆโชว์สัดส่วน ล่อหนุ่มให้มองตาเป็นมัน  หรือกระโปรงสั้นและกางเกงขาสั้นจู๋
          ในพระไตรปิฏกตามคำสอนของพระพุทธเจ้าสอน ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่เปิดเผยแล้วไม่งามมีสามอย่าง
คือ   ๑. มาตุคาม (ผู้หญิง)     ๒. มนต์ของพราหมณ์       ๓. มิจฉาทิฐิ 

          และสิ่งเปิดเผยแล้วงามสามประการ คือ ๑. พระอาทิตย์ ๒. พระจันทร์
                                 ๓. พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  
นั่นเป็นข้อบ่งชี้ว่า ถ้าผู้หญิงมีการแต่งกายแบบเปิดเผยส่วนต่างๆ ของร่างกายมากเกินไป 
ย่อมไม่งามโดยประการทั้งปวง 
           ผู้ประพฤติอุโบสถศีลต้องงดเว้นจากการแต่งกายสวยงามด้วยเครื่องประดับและเครื่อง 
สำอางทุกชนิด นั่นเป็นข้อกำหนดในอุโบสถศีล แสดงความจริงชัดเจนว่าการแต่งกาย
ให้สวยงามหลากสีสันนั้นมิใช่การปฏิบัติที่ ถูกต้องตามแนวทางพุทธศาสนา  
และการแต่งกายที่สุภาพ เรียบร้อย มิดชิด จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม
           การแต่งชุดขาวไปวัด ก็เป็นเรื่องจำเพาะเจาะจง ทำให้หลายคนต้องหาชุดขาว
ไว้เป็นชุดพิเศษเพื่อใช้แต่งไปวัด  การแต่งชุดขาวไม่ใช่การแต่งกายที่ถูกหลักพุทธศาสนา 
เพราะสีขาวเป็นสีของพราหมณ์ มิใช่สีของพุทธ และดูแลรักษายากกว่าเสื้อผ้าสีอื่นใด 
หากจะต้องเป็นชุดเฉพาะสำหรับการแต่งไปวัดก็ดูจะเป็นภาระแก่คนที่ต้องเสาะหา 
ในสมัยก่อนนั้นคนที่ไปวัดก็ไม่ได้เน้นใส่ชุดขาวดังที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพิ่งจะมีค่านิยมแต่งกายชุดขาววัด
เสื้อโปโลสีขาว เสื้อยืดสีขาว และประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนากันในภายหลังนี่เอง
 หากเป็นไปได้ เสื้อโปโลขาว  เสื้อยืดคอกลมสีขาว  ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้ความสะดวกสบายในการสวมใส่
และ หาได้ไม่ยากนัก
           การแต่งกายไปวัดนั้นน่าจะเป็นการแต่งชุดที่ แต่ละคนมีอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อหาเป็นพิเศษ
แต่ให้เลือกเฟ้นเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแลดูสุภาพ สบายตาแก่ผู้พบเห็น โดยต้องสำนึกอยู่เสมอว่า แต่งกายไปทำบุญ 
มิใช่แต่งกายไปทำบาป อย่าว่าแต่การแต่งกายแบบเปิดเผยสรีระเท่านั้นหรอกที่เป็นบาป
แม้การแต่งกายแบบหรูหราราคาแพง เพื่อประกวดประชันขันแข่งกันในสังคม ก็น่าจะเข้าข่ายเป็นการทำบาปด้วย
เพราะทำให้เกิดการลอกเลียนแบบในทางฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยโดยใช่เหตุ
ด้วยความเป็นจริงแล้ว วัดเป็นสถานที่สำหรับการฝึกฝนอบรมจิตใจ จึงควรเน้นให้ความสำคัญแก่จิตใจ
ภายในมากกว่าร่างกายภายนอก ที่จะต้องเปื่อยเน่าถูกเผาถูกฝังไปตามกาลเวลา
ดังพระไตรปิฎกมี กล่าวไว้ว่า “อีกไม่นานหนอ ร่างกายนี้จักปราศจากวิญญาณ นอนทับถมแผ่นดิน
 เหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า หาประโยชน์มิได้ ฉะนั้น” 

2
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
       1. ถาดเซรามิกหรือดินเผา
       2. ต้นไม้ในร่ม เช่น เฟิร์นผักชี, แพญี่ปุ่น, ราชินีเงิน, กนกนารีบูล, กุหลาบหินใบฝอย เป็นต้น ตอไม้ ขอนไม้
       3. ดินสำหรับปลูก
       4. เปลือกมะพร้าว
       5. หิน กรวด
       6. ตอไม้ ขอนไม้
       7. ต้นมอส
การเลือกพันธ์ไม้สำหรับจัดสวนถาด
                       พันธ์ไม้สำหรับจัดสวนถาดนิยมใช้ไม้รูปทรง ซึ่งเป็นไม้ต้นที่มีทรวดทรงต้นหรือพุ่มสวยงาม ใช้แทนต้นไม้ใหญ่ได้โดยมากเป็นไม้ดัดไม้แคระ หรือต้นไม้ ใหญ่ที่อายุยังน้อยแต่ทรงพุ่มสวยเหมาะสำหรับนำมาเป็น หลักหรือไม้ประธานในสวนถาดไม้พวกนี้ได้แก่ โมกแคระ
แก้วแคระ พุดซ้อนแคระ ทับทิมแคระ ไทร หูกระจงแคระ มะสังดัด มะนาวเทศ ชาปัตตาเวีย ชาฮกเกี้ยน สนเลื้อย
โปร่งฟ้า เล็บครุฑ ปริก ฯลฯ
ขั้นตอนการจัดทำ
                ขั้นเตรียม
                        1. เขียนแปลนหรือเขียนแบบลงบนกระดาษโดยประมาณโดยเขียนขึ้นตามจินตนาการของตนเอง จะทำให้รู้ว่าสวนถาดแบบย่อทิวทัศน์ธรรมชาติที่จัด จะทีรูปร่างทรวดทรงเป็นอย่างไร จะใช้ต้นไม้และหินรูปทรงอย่างไร เพื่อจะได้เตรียมต้นไม้และหินที่จะใช้เป็นองค์ประกอบหลักไว้ล่วงหน้า
                        2. เตรียมเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ หิน กรวด กาวแท่งใช้ต่อเชื่อมหิน ขอนไม้ สีฝุ่น มอสส์และต้นไม้ต่าง ๆ
                        3. การเตรียมดิน ดินที่ใช้เป็นดินผสมสำหรับการใช้จัดสวนถาดแบชื้นทั่ว ๆ ไปหรือเป็นดินสำหรับการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ
ทั่ว ๆ ไปก็ได้
ดำเนินการจัดทำ
                 เมื่อได้เขียนแบบโดยประมาณแล้ว จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ตามแบบ ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
                        1.นำเปลือกมะพร้าวลงปูฐานล่างของถาด
                        2.ใสดินที่เตรียมตามความเหมาะสม ตามแบบที่เขีนยไว้
                        3.นำตอไม้หรือขอนไม้มาวางตามแบบ
                        4.จากนั้นนำต้นไม้ขนาดใหญ่ลงปลูก เพื่อเป็นต้นประธานโดยการขุดดินให้เป็นหลุมลึกพอกลบรากต้นใม้ได้
                        5.พอปลูกต้นไม้ใหญ่เสร็จ ตามด้วยต้นไม้ขนาดกลาง
                        6.วางหินขนาดต่างๆ ตามแบบที่วางไว้
                        7.นำต้นไม้ขนาดเล็ก มาปลูกตามแบบ
                        8.นำมอสมาตกแต่งตามแบบ
                        9.โรยหินกรวดเพื่อตกแต่งให้สวยงาม





การเลี้ยงกบ

 กบบูลฟร๊อก  มีการเจริญเติบโตช้ากว่ากบนา และใช้เวลาในการเลี้ยงนานกว่า อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสำหรับการพัฒนาของลูกอ๊อดกบบลูฟร๊อกอยู่ระหว่าง 25-33 องศาเซลเซียส ซึ่งลูกอ๊อดจะพัฒนาเป็นลูกกบได้ตามปกติในเวลา75-90 วัน ในท้องที่ที่มีอากาศเย็นและมีอุณหภูมิต่ำ ลูกอ๊อดจะพัฒนาเป็นลูกกบโดยใช้เวลา 6-12 เดือน การเจริญเติบโตของลูกอ๊อดของกบบลูฟร๊อกในระยะที่มีการงอก ขาหลังจะมีขนาดใหญ่กว่าลูกอ๊อดของกบนา 5-7 เท่า และอาจมีขนาดใหญ่มากตั้งแต่ ถึง นิ้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ สำหรับการเจริญเติบโตจากลูกกบจนเป็นกบเนื้อใช้เวลา 5-6 เดือน และเจริญเติบโตไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ใช้เวลา 14-18 เดือน ทั้งนี้ต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายอย่างเช่นเดียวกันเหมือนกบนา


การจัดการและการดูแลรักษา
      1.การคัดขนาด เนื่องจากกบเป็นสัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ และกินสัตว์เป็นที่มีขนาดเล็กกว่าตัวเองเป็นอาหาร 
ดังนั้นในการเลี้ยงที่มีความหนาแน่นมากเกินไปหรือให้อาหรไม่เพียงพอจะทำให้เกิดความแออัดและกบขาดอาหาร
ก่อให้เกิดปัญหาตัวใหญ่กินตัวเล็กเพราะในระหว่างการเลี้ยงลูกกบจะเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ดังนั้นควรคัดขนาดลูกกบทุก สัปดาห์ โดยคัดกบที่มีขนาดเดียวกันลงเลี้ยงในบ่อเดียวกันจะช่วยลดการกินกันเอง และเมื่อกบมีขนาดใหญ่ขึ้น ควรคัดขนาดเช่นเดียวกับลูกกบ เพราะการคัดกบที่มีขนาดใกล้เคียงกับนำมาเลี้ยงด้วยกัน จะทำให้ลดการรังแกกัน กบจะมีการเจริญเติบโตเร็วขึ้น
      2. การถ่ายเทน้ำ การเลี้ยงกบในน้ำสะอาดจะทำให้กบมีการเจริญเติบโต ดังนั้นถ้าบริเวณที่เลี้ยงมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ควรถ่ายเทน้ำทุกวันหรือใช้การหมุนเวียนให้น้ำไหลผ่านในระบบน้ำล้นตลอดเวลา แต่ถ้าแหล่งน้ำไม่อุดมสมบูรณ์ อาจจะถ่ายเทน้ำเมื่อสังเกตว่าน้ำเริ่มมีกลิ่นเน่าเสีย ซึ่งจะขึ้นอยูกับชนิดของอาหารที่ใช้เลี้ยงกบด้วย ความถี่ในการถ่ายเทน้ำในบ่อเลี้ยงลูกอ๊อดขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของลูกอ๊อดที่ปล่อยและอาหารที่ใช้เลี้ยง ถ้าเลี้ยงในบ่อคอนกรีตควรถ่ายเทน้ำทุกๆ 2-3 วัน จะช่วยให้ลูกอ๊อดแข็งแรงกินอาหารได้มากและมีการเจริญเติบโตเร็ว วิธีการถ่ายเทน้ำต้องใช้วิธีเติมน้ำใหม่ลงก่อนครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยน้ำเก่าออกให้เหลือระดับน้ำเท่าเดิมถ้าเลี้ยงลูกอ๊อดในกระชังก็ไม่ต้องถ่ายเทน้ำเนื่องจากในบริเวณนั้นมีการหมุนเวียนของน้ำเกิดขึ้นได้เองเป็นปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนกระชัง ขนาดของสระ หรือ บ่อที่ใช้แขวนลอยกระชัง หรือ ขนาดร่องน้ำและการไหลผ่านของน้ำ ส่วนการถ่ายเทน้ำในบ่อเลี้ยงลูกกบและกบขนาดอื่นๆ ก็ทำได้โดยวิธีเดียวกัน ไม่ควรปล่อยน้ำในบ่อจนแห้งแล้วจึงเติมใหม่ เพราะกบเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย อาจมีการกระโดดกระแทกพื้นบ่อทำให้กบช้ำและตายได้
      3. โรคกบ การเลี้ยงกบก็คงจะไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ เมื่อมีการเลี้ยงก็มักจะมีปัญหาเรื่องโรคที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการเลี้ยงจำนวนมาก การระบาดของโรคอาจเกิดการแพร่กระจายมากขึ้น โรคกบที่พบทั่วไป

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประวัติปลาน้ำจืด



ปลาน้ำจืด (อังกฤษFreshwater fish) หมายถึง ปลาที่อาศัยอยู่ได้ในเฉพาะแหล่งน้ำที่เป็นน้ำจืด คือ น้ำที่มีปริมาณเกลือหรือความเค็มละลายน้อยกว่าร้อยละ00.5 เท่านั้น โดยอาศัยอยู่ในแม่น้ำคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำต่าง ๆ ที่เป็นน้ำจืด เช่น ทะเลสาบน้ำจืดบึง หนอง หรือลำธารน้ำตกบนภูเขาหรือในป่าดิบ
โดยโครงสร้างของปลาน้ำจืดนั้น จะมีแรงดันออสโมซิสในเลือดอยู่ในระดับสูงกว่าน้ำที่อาศัยอยู่มาก จึงทำให้มีการไหลของน้ำเข้าสู่ร่างกายและเกลือแร่แพร่ออกสู่น้ำภายนอกได้ง่าย โดยไม่ให้น้ำซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายและออกจากร่างกายได้ แต่ทว่ากระบวนการดังกล่าวก็ยังไม่ดีพอ เพราะเหงือกซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ปลาใช้หายใจมีน้ำไหลผ่าน เมื่อมีเหงือก น้ำก็มีโอกาสไหลผ่านเข้าสู่ภายในร่างกายได้ จึงกำจัดน้ำส่วนที่เกินที่ถูกดูดเข้าสู่ร่างกายออกสู่นอกร่างกายได้วิธีการขับถ่ายนำเอาปัสสาวะซึ่งมีความดันออสโมซิสต่ำกว่าเลือดออกสู่ภายนอกร่างกาย
ร่างกายส่วนใหญ่ของปลาน้ำจืดจะปกคลุมด้วยผิวหนังและเกล็ดซึ่งไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านนอกจากบริเวณที่เป็นเหงือกแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจเท่านั้นที่น้ำผ่านได้ และโดยธรรมชาติปลาน้ำจืดไม่ดื่มน้ำเลย ซึ่งแตกต่างจากปลาทะเล เพราะการดื่มน้ำจะทำให้ร่างกายมีน้ำมากเกินความจำเป็น ซึ่งจะมีน้ำบางส่วนไหลผ่านบริเวณปากและเหงือกเพื่อช่วยในการแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจก็จะมีโอกาสซึมเข้าไปในร่างกายได้บ้าง และเกลือแร่จากเลือดก็จะแพร่ออกมาทางเหงือกได้มากพอดู ปลาน้ำจืดจึงมีไตขับน้ำส่วนเกินออกไปเป็นปัสสาวะ และมีกลุ่มเซลล์พิเศษอยู่บริเวณเหงือกคอยดูดเอาเกลือแร่ต่าง ๆ ที่จำเป็นกลับสู่ร่างกาย
ปลาแต่ละชนิดนั้นแหล่งที่เราจะเลี้ยงปลาน้ำจืดต้องศึกษาว่าการเลี้ยงปลานี้ต้องมีลักษณะยังไง
อย่างเช่น ปลาดุก ควรจะเลี้ยงปลาที่บ่อปูนและต้องให้อาหารเม็ดตามขนานของปลานั้นด้วยนะครับ